บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ส่ง “เชฟโรเลต แคปติวา” (Chevrolet Captiva) เอสยูวีรุ่นล่าสุด เปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์ 2007 พร้อมราคา 1.15 - 1.45 ล้านบาท
เชฟโรเลต แคปติวา เป็นรถอเนกประสงค์ SUV ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองทั้งด้านการใช้งานที่สะดวกสบาย เหมือนกับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล พร้อมกับสมรรถนะการขับขี่แบบสปอร์ตและความคล่องตัว ทำให้สามารถใช้งานทั้งในเมือง วิ่งทางไกล หรือการท่องเที่ยวในสไตล์ออฟโรดโดยผ่านการทดสอบในทุกสภาพการใช้งานทั่วโลกกว่า 5 ล้านกิโลเมตร
การออกแบบภายนอก แคปติวา มีบุคลิกที่โดดเด่นจากการออกแบบสัดส่วนของตัวรถให้ดูทันสมัย ด้วยความโค้งมนทุกเส้นสายตลอดตัวถัง เสริมจุดเด่นด้านหน้าด้วยไฟหน้าขนาดใหญ่ดูดุดัน ส่วนภายในห้องโดยสาร นอกจากความหรูหราทันสมัยแล้ว ยังเสริมความลงตัวในการปรับรูปแบบใช้งานของเบาะโดยสาร 7 ที่นั่งได้ตามความต้องการ เมื่อพับเบาะแถวที่ 3 ราบลงจะมีปริมาตรในการขนสัมภาระอยู่ที่ 465 ลิตร และเมื่อปรับเบาะแถวที่ 2-3 ให้เรียบในระดับเดียวกันจะเพิ่มพื้นที่ใช้สอยสูงสุดถึง 930 ลิตร
ขณะเดียวกัน ยังเสริมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายอย่างเต็มรูปแบบ อาทิ ระบบเครื่องเสียง ที่รองรับวิทยุ ซีดี และ MP3 แบบใส่ 6 แผ่นทางด้านหน้า กระจายความเย็นทั่วห้องโดยสารด้วยพัดลมแอร์ที่เบาะนั่งแถวที่ 3 และ on-board computer ที่ใช้แสดงอัตราการเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย คำนวณระยะทาง เข็มทิศ จับระยะทางและระยะเวลาในการขับรถแต่ละครั้ง วัดอุณหภูมิภายนอกและภายในห้องโดยสาร ฯลฯ
แคปติวา บรรจุเครื่องยนต์ ขนาด 2.4 ลิตร DOHC 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุดที่ 142 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 220 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด แบบ Tiptronic ให้การขับขี่ได้เสมือนเกียร์ธรรมดา ซึ่งจะมีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ All Wheel Drive On-Demand และขับเคลื่อน 2 ล้อแบบ Front Wheel Drive
สำหรับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ ออน-ดีมานด์ นั้นในสภาพถนนปกติ จะถ่ายทอดกำลังลงสู่ล้อคู่หน้าทั้งหมด แบบ 100% ในอัตรา 100:0 ระหว่างล้อคู่หน้ากับล้อคู่หลัง เหมือนกับขับรถขับเคลื่อน 2 ล้่อหน้า ตลอดเวลาแบบ full time เพื่อช่วยทำให้ประหยัดเชื้อเพลิง แต่เมื่อสภาพการขับขี่เปลี่ยนไป ระบบทำการจับสัญญาณได้ว่าล้อขับเคลื่อนคู่หน้าเกิดอาการลื่นไถล ระบบนี้จะสั่งให้ตัว Active Coupling แบบแม่เหล็กไฟฟ้าจับเฟืองท้ายเพื่อถ่ายทอดแรงบิดจากล้อคู่หน้าลงสู่ล้อคู่หลังโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีล่าสุดในรถยนต์ที่หรูหราราคาสูงเท่านั้น เป็นการช่วยผลักให้ล้อหน้าหลุดจากอุปสรรค หรืออาการลื่นไถล ซึ่งอัตราการทดแรงบิดลงระหว่างล้อคู่หน้ากับคู่หลังนั้น อาจเป็นได้ทั้งในอัตรา 50:50 อัตรา 60:40 ที่อัตรา 70:30 หรืออาจมาก-น้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับสภาพของถนน สภาพของการขับขี่ ว่ามีความลื่น หรือเกิดอาการล้อคู่หน้าหมุนฟรีมากแค่ไหน
อีกหนึ่งจุดเด่นในด้านสมรรถนะของ แคปติวา คือ ระบบเสริมแรงบิดอัจฉริยะ (Active Torque On Demand) ที่ช่วยเสริมพละกำลังให้กับระบบขับเคลื่อนแบบ AWD จากการทำงานของ คลัตช์แม่เหล็กไฟฟ้ากับคลัตช์แบบเปียก ซึ่งจะทำหน้าที่ส่งกำลังสู่ระบบเฟืองท้ายเพื่อกระจายแรงบิดที่เหมาะสมมากที่สุดสำหรับเพลาล้อคู่หน้าและคู่หลัง ทั้งนี้เพื่อสร้างสมดุลและเสริมกำลังให้กับสภาพการขับขี่ที่แตกต่างกันออกไป
ระบบช่วงล่างเป็นแบบอิสระ แมคเฟอร์สัน สตรัท ที่ด้านหน้า และด้านหลังแบบ อิสระ 4-link พร้อมเสริมความโดดเด่นที่เหนือชั้นกว่ารถอเนกประสงค์รุ่นใด ๆ ด้วยช่วงล่างแบบ Self-Levelizer ที่จะช่วยปรับระดับของช่วงล่างให้อยู่ในระนาบเดียวกัน เช่น เมื่อมีการบรรทุกสัมภาระที่ด้านท้ายรถ น้ำหนักที่ถ่วงท้ายก็จะทำให้หน้ารถเชิดขึ้น แต่ด้วยกลไกอัตโนมัติของ Self-Levelizer จะปรับระดับของช่วงล่างด้านหลังให้ยกสูงขึ้น เพื่อให้ระดับของด้านหน้ารถกับด้านหลังอยู่ในแนวขนานกับพื้นถนนเท่ากัน ซึ่งทำให้ไม่เกิดอาการหน้าเชิด ช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย มากยิ่งขึ้น
เชฟโรเลต แคปติวา มีค่ามาตรฐานด้านความปลอดภัย ถึงระดับ 4 ดาว จากการทดสอบการชนของ Euro NCAP (
http://www.euroncap.com) ทำให้สามารถมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยในขณะใช้งานนอกจากนี้ เชฟโรเลต แคปติวา ยังเสริมความมั่นใจในการขับขี่ได้สูงสุด จากการรับประกันคุณภาพนาน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตรพร้อมบริการให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง จากบริการ Roadside Assistance และศูนย์บริการเชฟโรเลตกว่า 100 แห่ง ทั่วประเทศ
เชฟโรเลต แคปติวา ราคาเริ่มต้น 1.15 ล้านบาท ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 1.45 ล้านบาท ในรุ่น ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ ออน-ดีมานด์ ส่วนรุ่นวางเครื่องยนต์ดีเซลยังไม่มีวางจำหน่าย
ที่มา: หนังสือพิมพ์ ManagerOnline